Add Friend
สอบถามหลักสูตร
โปรโมชั่น มา 3 ท่าน ลดเหลือ 3500
Burnout ไม่ใช่แค่
หมวดหมู่สินค้า: คลังความรู้ (Blog Knowledge)

แท็ก:

27 มิถุนายน 2569

ผู้ชม 2 ผู้ชม

Burnout ไม่ใช่แค่ "เหนื่อย": องค์กรจะสังเกตและป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานได้อย่างไร

Burnout คืออะไร และทำไมองค์กรควรให้ความสำคัญ

หลายองค์กรมักเข้าใจว่า "Burnout" หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก แต่ในความเป็นจริง Burnout เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพของพนักงาน และผลลัพธ์ขององค์กรในระยะยาว

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้อธิบายว่า Burnout เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจาก ความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่ใช่โรคทางการแพทย์ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ซึ่งควรได้รับการจัดการในระดับองค์กร ไม่ใช่ผลักภาระให้เป็นเรื่องของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว


สัญญาณของ Burnout ที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้าม

Burnout มักไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมจนส่งผลต่อการทำงานและคุณภาพชีวิต โดยสัญญาณที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้จะได้พักผ่อน

  • ขาดแรงจูงใจในการทำงาน

  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

  • รู้สึกห่างเหินจากเพื่อนร่วมงานหรือองค์กร

  • มีความผิดพลาดในการทำงานมากขึ้น

  • ขาดงานหรือลาป่วยบ่อยขึ้น

หากองค์กรละเลยสัญญาณเหล่านี้ อาจนำไปสู่การลาออกของบุคลากรที่มีศักยภาพ และเพิ่มต้นทุนในการสรรหาและพัฒนาพนักงานใหม่


Burnout ไม่ได้เกิดจาก "งานเยอะ" เพียงอย่างเดียว

หลายคนเชื่อว่าภาระงานคือสาเหตุหลักของ Burnout แต่ WHO ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงด้านจิตสังคมในที่ทำงานมีหลายด้าน เช่น

  • ภาระงานที่มากเกินไป

  • การควบคุมการทำงานของตนเองได้น้อย

  • บทบาทหน้าที่ไม่ชัดเจน

  • การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ

  • การขาดการสนับสนุนจากหัวหน้างาน

  • การเลือกปฏิบัติหรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เอื้อต่อสุขภาวะ

กล่าวคือ แม้งานจะไม่หนักมาก แต่หากระบบการบริหารจัดการไม่เหมาะสม ก็สามารถทำให้เกิด Burnout ได้เช่นกัน


Burnout ส่งผลต่อองค์กรอย่างไร

WHO ประเมินว่า ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลทำให้สูญเสียวันทำงานทั่วโลกประมาณ 12,000 ล้านวันต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียด้านผลิตภาพทางเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในระดับองค์กร ผลกระทบที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ผลิตภาพลดลง

  • คุณภาพงานลดลง

  • อัตราการลาออกเพิ่มขึ้น

  • ความผูกพันต่อองค์กรลดลง

  • ความผิดพลาดในการทำงานเพิ่มขึ้น


องค์กรสามารถป้องกัน Burnout ได้อย่างไร

การป้องกัน Burnout ไม่ใช่การจัดกิจกรรมสันทนาการเพียงครั้งคราว แต่ควรเริ่มจากการออกแบบการทำงานที่เหมาะสม เช่น

  • ประเมินภาระงานให้สมดุล

  • กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบให้ชัดเจน

  • พัฒนาทักษะหัวหน้างานในการสื่อสารและการให้คำแนะนำ

  • เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

  • ส่งเสริมวัฒนธรรมที่สามารถพูดคุยเรื่องความเครียดได้อย่างปลอดภัย

  • ติดตามความผูกพันและความเป็นอยู่ของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

WHO ชี้ว่าการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีส่วนช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดความขัดแย้ง และสนับสนุนการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว


บทสรุป

Burnout ไม่ใช่เรื่องของ "ความอ่อนแอ" ของพนักงาน แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงการออกแบบงาน ระบบการบริหาร และวัฒนธรรมองค์กร

องค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะในการทำงาน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ แต่ยังช่วยสร้างประสิทธิภาพ ความผูกพัน และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

 


อ้างอิง

  1. World Health Organization. (2024). Mental health at work. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-health-at-work

  2. World Health Organization. (2022). WHO guidelines on mental health at work.

  3. World Health Organization & International Labour Organization. (2022). Mental Health at Work: Policy Brief.

  4. International Labour Organization. (2022). World Employment and Social Outlook: Trends 2022.

Engine by shopup.com